เครื่องจักรแห่งกรรมไม่เคยหยุดทำงาน

“ใครทำกรรมดี จะได้ดี  ใครทำกรรมชั่ว จะได้ชั่ว”

 

คำสอนนี้ได้รับการถ่ายถอดกันมาในผู้นับถือศาสนาพุทธมานมนานหลายพันปี ในเรื่องกฎแห่งกรรม ผู้ที่ยังผ่านโลกมาไม่นานมักจะมีความสงสัยในเรื่อง กฎแห่งกรรมนี้เสมอ แต่ครั้นเมื่อมีอายุมากขึ้น มีประสพการณ์ชีวิตมากขึ้น ได้พบได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง เพื่อนฝูง คนใกล้ตัว และไม่ดื้อรั้นอย่างควาย หรือโง่ยิ่งกว่านกกระจอกเทศ (เพราะมันมีสมองเล็กที่สุด) จะเริ่มมองเห็นความเป็นสัจจะธรรมในเรื่องนี้มากขึ้นทุกทีทุกที

ผมเห็นสัจจะธรรมมาด้วยตาตนเองมามากมาย จะขอยกตัวอย่างเฉพาะสิ่งที่เป็นเรื่องของบุคคลสาธารณะที่ประชาชนรู้จักกันดีมาให้ดูเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษาดังนี้

1) กลุมคณะราษฎร์ที่ทำการปฏิวัติล้มล้างการปกครองในปี 2475 ในกลุ่มนั้นจะเห็นได้ทุกคน ในคณะราษฎร์ต้องตกระกำลำบากไม่มีแผ่นดินจะอยู่ต้องมีเหตุถูกหักหลังกันทางการเมือง และไปตายในต่างประเทศเช่น ลาว เขมร เกือบทั้งหมด มียกเว้นอยู่คนเดียวที่ได้ตายอยู่ในแผ่นดินไทย แต่ไม่ได้อยู่อย่างสบาย จากการที่คนๆนี้มีภรรยามากหลายคน ถูกภรรยายักยอกสมบัติของตน ที่โกงชาติบ้านเมืองมามากมาย ไปจนหมด สุดท้ายไม่มีเงินทองใช้จ่าย ทุกกลางวันก็จะไปที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ไปนั่งกินข้าวที่ร้านในโรงแรมซึ่งจะมีข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กทม ฯลฯ ไปนั่งกันเป็นประจำ คนๆนี้ก็จะเข้าไปแนะนำตัวว่าผมชื่อ ปร___ ภม____  แล้วก็เล่าประวัติชีวิตเก่าๆในเรื่องความยิ่งใหญ่ในอดีตให้ผู้ร่วมโต๊ะฟัง ถือวิสาสะสั่งอาหารกลางวันมากิน เล่าเรื่องไปพร้อมกับกินข้าวกลาววันไป ข้าราชการที่นั่งอยู่ในโต๊ะเดิมก็จ่ายค่าอาหารกลางวันให้ เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน เรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่หลายปีจนเป็นที่เบื่อหน่ายของข้าราชการที่มากินข้าวกลางวันที่โรงแรมนั้นเป็นอันมาก ในที่สุดวันที่เครื่องจักรแห่งกรรมลงมือก็มาถึง

คนที่เป็นสมาชิกของกลุ่มคณะราษฎร์ ที่ตายเป็นคนสุดท้ายและได้รับเกียรติให้เป็นคนเดียวที่ได้ตายในแผ่นดินไทย ก็สิ้นชีวิตลง โดยถูกรถเมลชนตายคาถนนหลานหลวงระหว่างที่กินข้าวกลางวันเสร็จจากโรงแรมรัตนโกสินทร์และกำลังเดินทางกลับบ้าน ตายลงตรงนั้นเอง ตายแบบสุ__ ข้างถนน

2) ถัดมานักการเมืองรุ่นที่สองที่โกงชาติบ้านเมืองอย่างสนั่นโลก ที่คนในยุคสมัยนี้ยังจำได้ ได้แก่ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล เผ่า ศรียานนท์ ทั้งสองคนก็ต้องหนีภัยการเมืองไปต่างประเทศคนหนึ่งไปตายที่เขมร อีกคนหนึ่งไปตายที่ญี่ปุ่น

3) รุนที่สาม ที่คนส่วนใหญ่ได้เห็นเด่นชัดมาก คนแทบทั้งประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี คือคนในรุ่น 16 ตุลาคม จำนวนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ ส่วนหนึ่งได้ตายไปแล้ว คนหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงไว้มาก และตายก่อนใครอื่นทั้งๆที่อายุแค่ เจ็ดสิบต้นๆเท่านั้นเอง แม่ค้าแถวๆเสาชิงช้ารู้จักเขาดีในนามของ “แดกไป ด่าไป”  (แล้วไม่รู้จะไปแดกทำไม) ผมคงไม่ต้องสาธยายสรรพคุณ ว่ามีอะไรบ้าง คนรุ่น 16 ตุลาคมรู้ดี นอกจากรายการแดกไป ด่าไป แล้ว ท่านยังกินรถ กินเรือ อีกด้วย

สำหรับคนอื่นๆในรุ่นนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ผมอยากให้คนรุ่นเราลองติดตาม ชีวิตของคนเหล่านี้ดูว่าแต่ละคนๆประสบเคราะห์กรรมอย่างไร หลายคนกำลังเจอท่านมะ(เร็ง)กำลังทรมานอยู่ จะตายวันไหนยังไม่รู้

4) ลองมาดูรุ่นปัจจุบันดูบ้าง ยุคไอ้แม้ว ยุคเสื่อแดงนี้บ้าง ผมได้นำมาเขียนไว้สองเรื่องแล้วในบล็อกนี้ มีทั้งเรื่อง กรรมมาเร็ว และกรรมมันติดปีก วันนี้มีตัวอย่างให้เห็นจากข่าวพาดหัววันนี้เอง  อ้วน บัวใหญ่ แกนนำเสื้อแดงโคราชสายฮารด์คอร์ ไม่ว่าปากดี ปากล้า ด่คนไม่ไว้หน้า ก็หนีไม่พ้นกฎแห่งกรรมอีกคนหนึ่ง

 

ขอเชิญดูกันไว้เป็นกรณีศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเสธปากกล้า ที่ท้ารบไปหมดทั้งเมือง ในที่สุดก็ต้องคุกเข่าให้ยมพบาล ไอ้เสื้อแดงตัวพ่อ กำลังทรมานด้วยท่านมะ(เร็ง)  โหราจารย์ทั้งหลายทำนายว่าไม่เกินกันยานี้ มันคงได้สบายขึ้นหน่อย ไม่ต้องทรมานในโลกมนุษย์อีกแล้ว ท่านยมพบาลได้จัดเตรียมที่ไว้รอในนรกแล้ว

.

ใส่ความเห็น

ยังไม่มีความเห็น

Comments RSS TrackBack Identifier URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s