บันทึกของแพทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ 10 เมย.

ผมได้รับบันทึกฉบับนี้มาทางอีเมลล์ และเห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้ท่านผู้มีใจเป็นธรรมได้รับทราบ

ผมในฐานะแพทย์ทหารคนหนึ่งที่ปฎิบัติงานในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 53

อยากจะเขียนบันทึกความทรงจำเหตุการณ์ในวันนั้น เพื่อเก็บไว้เป็นบทเรียนเป็นอุทาหรณ์ หรือเป็นสิ่งเตือนใจให้แก่ตนเอง

และประชาชนชาวไทย ไม่ให้ลืมเลือนบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปกับกาลเวลาผมได้รับภารกิจในฐานะ ผบ.มว.สร.พัน.ร. (ผู้บังคับหมวดเสนารักษ์ กองพันทหารราบ)หรือก็คือแพทย์ทหารประจำกองพัน หน้าที่ของผมคือติดตามดูแลกำลังพลเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การป้องกันโรค

การส่งกำลังบำรุงทางสายแพทย์ รวมถึงงานอื่นๆตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายผมมาภารกิจในครั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 53 ย้ายสถานที่พักไปตามภารกิจต่างๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งด่านตรวจ และเฝ้าระวังเหตุร้ายตามสถานที่สำคัญ เช่น
ที่ ร.1 พัน.1 รอ., ร.11 รอ., สนามบินสุวรรณภูมิ, ลาดหลุมแก้ว และที่สุดท้ายคือ สี่แยกคอกวัวบริเวณถนนตะนาวศรี (ข้างวัดบวรนิเวศฯ ย่านบางลำภู)ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. 53

หน่วยของเราได้รับภารกิจในการขอพื้นที่คืนจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ออกจากที่ตั้งปกติโดยรู้ก่อนล่วงหน้าไม่ถึง 1 ชม.หลังจากเข้าที่รวมพลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสี่แยกคอกวัวไม่นานก็ต้องเคลื่อนย้ายราวสักบ่ายโมง ผมขึ้นบนหลังคารถฮัมวี่คันแรกสุด(หากใครเห็นในรูปถ่าย ก็คงจะเห็นทหารคนหนึ่งบนหลังคารถฮัมวี่ที่ติดปลอกแขนกาชาด
ถือโล่บังตัวเอง นั่นก็ผมล่ะครับ)จนกระทั่งถึงบริเวณถนนตะนาวศรีกำลังพลรวมทั้งผู้พันก็ลงจากรถ ไปตั้งแนวโล่หน้ากลุ่มผู้ชุมนุมผู้พันผมบอกให้ผมรออยู่ในรถก่อน เนื่องจากกลัวว่าผมอาจโดนสิ่งของขว้างปามาจะเกิดอันตราย   ซึ่งอีกไม่นานก็เกิดขึ้นจริงๆทหารของเราตั้งแนวโล่ มีเพียงชุดเกราะป้องกัน (ผมเรียกว่า ชุดโรโบคอป)หมวกกันน๊อค โล่ และกระบองป้องกันตัว
เราถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปาของทุกอย่างที่คิดว่าจะปาได้ทั้งขวดเบียร์ ขวดกระทิงแดง ไม้ อิฐบล๊อค กระถางต้นไม้ บันได ขวดน้ำ ฯลฯอีกสารพัด รถบางคนกระจกถูกปาแตกแต่อาจเป็นเพราะรถฮัมวี่ของผมคงจะแข็งมากมั้งครับกระจกเลยไม่เป็นไร หลังจากนั้นไม่นาน ผมเริ่มเห็นมีคนเจ็บจากของที่ถูกขว้างปาเลยตัดสินใจบอกพลขับว่าผมจะลงจากรถไปดูคนเจ็บ ฝากตอบ ว. (วิทยุ) ให้ด้วยนะครับ
หลังจากนั้นก็ลงไปดูคนเจ็บและสถานการณ์อยู่หลังแนวโล่ซึ่งในระหว่างนั้นก็ต้องคอยหลบซ้าย หลบขวา ก้มหัว หลบบรรดาสิ่งของที่ขว้างมาแต่ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าผมโชคดีมาก เพราะหลังจากผมตัดสินใจลงจะรถไม่นาน
กลุ่มผู้ชุมนุมก็รุกไล่แนวโล่มาจนถึงรถฮัมวี่ที่ผมเคยนั่งอยู่ก่อนไม่ถึง 5 นาทีทุบรถ ทุบกระจก แล้วขึ้นไปบนช่องของพลสังเกตการณ์ (บนเพดานรถจะมีช่องไว้สำหรับให้ทหารนั่งคอยสังเกตการณ์ หรือติดปืนกล แต่นี่เป็นรถธุรการของผู้บังคับบัญชาไม่ใช่ฮัมวี่รบ เลยไม่ได้ติดอาวุธ)*พลขับของผมถูกผู้ชุมนุมใช้เ**ท้ายันศีรษะกับพวงมาลัยรถ
ลากลงมารุมกระทืบ แล้วจ้วงแทงด้วยมีด แต่เขาก็ยังโชคดีมากที่ใส่เกราะมีดเลยไม่เข้า ไม่อย่างนั้นก็คงไส้ทะลักแน**่ๆ *ผมทำหน้าที่ช่วยกันกับทหารและนายสิบพยาบาลลำเลียงผู้ป่วยจากด้านหน้าแนวมาไว้ที่รวบรวมผู้ป่วยเจ็บด้านหลัง
ซึ่งผมกำหนดไว้ที่ริมกำแพงข้างวัดบวรนิเวศฯ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นการปะทะกันของแนวโล่กับกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ป่วยเจ็บส่วนใหญ่จึงมักเกิดจากการขว้างของแข็งเข้าใส่ มีบาดแผลแตกหรือบาดแผลที่ศีรษะรวมทั้งผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนกทำให้เกิดอาการหายใจเร็วเกินไปฃ(ผมขอเรียกตามศัพท์ทางแพทย์ว่า Hyperventilation syndrome)
ในส่วนของผมมีผู้ป่วยอยู่ในเวลานั้นประมาณ 20-30 คน การทำงานชุลมุนมากเพราะเรามีคนน้อยแค่ผมกับนายสิบพยาบาลรวมกันไม่ถึง 6-7 คนแต่ต้องขอขอบคุณพี่ๆน้องๆกู้ภัย เจ้าหน้าที่ EMS    ของวชิรพยาบาล
รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องประชาชนละแวกนั้นที่ให้ความช่วยเหลือคอยติดต่อเอารถกู้ภัยมารับคนป่วยไป รพ.ศิริราช และ รพ.วชิรพยาบาลคุณยายบางคนไม่รู้จะช่วยยังไงก็ควักยาดมให้ พี่ๆหลายคนก็วิ่งไปหาน้ำเย็น
น้ำแข็ง ผ้าเย็น แอมโมเนีย ให้คนไข้หรือแม้แต่น้องผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงที่ผมจำได้ดีน้องเค้าวิ่งหาท๊อฟฟี่คอยแจกพี่ๆทหารและคนที่มาช่วยพนักงานเดอะพิซซ่าก็คอยเอากระดาษลังมาพัดให้ผู้ป่วยแต่มีนายสิบกับพลทหารอีกคนหนึ่งของหน่วยผมที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่บริเวณต้นขาถามเขาบอกว่าเขาอยู่บริเวณแถวหน้าสุดของแนวโล่ มีการ์ด นปช.คนนึงถูกยิงด้วยกระสุนยางที่ไหล่ เขาโมโห เขาพูดว่า “มึงยิงกูเหรอ”หลังจากนั้นก็ชักปืนพก 11 มม. ยิงใส่ทหาร
ถูกนายสิบคนหนึ่งมีบาดแผลรูกระสุนที่ต้นขาซ้ายและถูกพลทหารอีกคนที่บริเวณขา
ผมได้ทำการห้ามเลือดด้วยผ้าแต่งแผลและสายรัดห้ามเลือด(Tourniquet) แล้วส่งรถกู้ภัยต่อ หลังจากเหตุปะทะช่วงแรกสักราวๆ 1/2 – 1 ชม.ทั้ง2 ฝ่ายก็เจรจากัน ผู้ชุมนุมขอให้ทหารถอยออกไป ส่วนทหารขอให้ผู้ชุมนุมถอยเพื่อลากเอารถที่เสียหายออกมา ก็ตกลงกันได้  ต่างฝ่ายจึงถอยออกห่างจากกันประมาณ20 เมตร ซึ่งช่วงนั้นผมและเจ้าหน้าที่ได้ทำการลำเลียงผู้ป่วยเจ็บออกไปได้หมดแล้วทั้งผู้ชุมนุมและทหารก็ต่างนั่งพักตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ของตนในระหว่างนั้นก็มีประชาชนเอาน้ำ เอาของกินเอาผ้าเย็นมาให้ทั้งฝ่ายทหารและผู้ชุมนุมเวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงราวๆหกโมงเย็น (หลังเคารพธงชาติ)
ทางทหารจึงได้รับคำสั่งให้ทำการขอคืนพื้นที่ชุมนุมอีกครั้งโดยตั้งขบวนแถวแรกจำนวน 1 กองร้อย ด้วยแนวโล่และกระบอง และมีกำลังด้านหลังมีปืนM16 เพื่อทำการยิงขู่ขึ้นฟ้าในกรณีที่จำเป็น กำลังของทหารสามารถผลักดันผู้ชุมนุมให้ถอยร่นจากบริเวณปากทางเข้าถนนข้าวสารจนเกือบจะถึงถนนราชดำเนินนอกซึ่งตอนนั้นผมอยู่หลังกองร้อยที่อยู่ด้านหน้า (ชุดโรโบคอป โล่ กระบอง)โดยมีผู้บังคับกองพันและผู้บังคับการกรมคอยสั่งการอยู่ด้านหน้าของผม(หลังแถวกองร้อย) ลักษณะการจัดแนวจะเป็นแถวหน้ากระดานประมาณ 4-6 แถวขณะนั้นผมอยู่ที่ริมฟุตบาทถนนข้าวสาร ในระหว่างนั้นผู้ชุมนุมเริ่มมีการใช้อาวุธที่ร้ายแรงมากขึ้น เช่น ขว้างแก๊สน้ำตาใส่ ขว้างระเบิดเพลิง(โมโรตอฟ) จนกระทั่งมีการเปิดถังแก๊สใส่ทหาร (โชคดีที่ไม่มีใครจุดไฟมิเช่นนั้นทหารรวมทั้งผมคงถูกไฟคลอกตายแน่)จนกระทั่งเหตุการณ์สำคัญที่สุดก็เกิดขึ้น

ผมจำได้ติดตาเลยว่า ตอนนั้นมีระเบิดควันลูกหนึ่งโยนมาตกที่บริเวณแถวทหารหน้าสุดซึ่งตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นแก๊สน้ำตา จึงรีบนำผ้าพันคอปิดจมูกและเตรียมถอยกลับออก    แต่ตอนนั้นทั้งทหารและผมก็โดนแก๊สน้ำตา 3-4 ครั้งแล้ว
จึงรู้โดยทันทีว่านั่นไม่ใช่แก๊สน้ำตา เป็นระเบิดควันเฉยๆผมได้ยินเสียงผู้พันสั่งว่า .”ไม่ใช่แก๊ส ไม่ต้องถอย ตั้งแนวต่อไป”
แถวทหารก็เริ่มตั้งแนวและผลักดันต่อ ผมเองก็ค่อยๆเดินตามหลังแถวทหารไปหลังจากนั้นไม่ถึง 1 นาที ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นบริเวณหน้าแถวทหาร(ห่างจากเท้าของทหารแถวแรกไม่กี่เมตร)ผมยอมรับตามตรงว่าทั้งชีวิตไม่เคยเห็นระเบิด
M79 มาก่อน แต่สิ่งที่เห็นคล้ายกับประทัดยักษ์ระเบิดที่พื้นถนนแต่ปกติประทัดยักษ์ควรจะมีแต่เสียงดังกับควัน
แต่สิ่งที่เห็นกลับมีประกายไฟกระจายออกมาด้วยผมก็คิดอยู่ว่า “ทำไมประทัดมันมีประกายไฟด้วย” จุดที่ระเบิดตกห่างจากผมไปราวๆ10 เมตร หลังจากนั้นก็มีอีกลูกหนึ่งตกหลังผมไปทางหน้าแนวทหารที่ 2ผมได้ยินเสียงผู้การสั่งว่า “มันเล่นของจริง ทุกคนถอย”

หลังจากนั้นแถวของเราก็แตกถอยมาด้านหลัง นายสิบพยาบาลของผมคนหนึ่งดึงผมให้หลบออกมาทางฟุตบาทให้หลบ ผมหันหลังกลับมาทางถนนเห็นคนเจ็บนอนเลือดอาบอยู่ราวๆ 10-20 คนซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นทหารเป็นลูกน้องในกองพันของผมบางคนเมื่อวานเพิ่งมาขอยา บางคนยังเคยกินข้าวด้วยกันไม่นานนี้เองตอนนั้นผมยอมรับจริงๆว่าเบลอไปหมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปทำด้วยสัญชาตญาณภาพที่เห็นคือทหารนอนเลือดอาบ ตาลอย ตามร่างกายมีสะเก็ดระเบิด
และบางคนมีรูกระสุนปืนด้วย เพื่อนทหารต่างพากันช่วยลากออกมาจากจุดที่ระเบิดร้องเรียก “หมอ ช่วยด้วย” “หมอ ดูเพื่อนผมด้วย” “หมอ หมอ ช่วยเพื่อนผมด้วย”บรรยากาศตอนนั้นหลายท่านคงเห็นจากในคลิปวีดีโอหรือในสื่อต่างๆ แต่ ณ
สถานที่เกิดเหตุจริงมันยิ่งกว่านั้น มันไม่รู้จะอธิบายยังไง ทั้งตกใจ ทั้งหดหู่ทั้งเศร้าใจ แม้ว่าผมจะเป็นแพทย์
แต่สิ่งที่ทำได้ผมก็ทำได้เพียงเข้าไปช่วยลากคนเจ็บเข้าไปช่วยกันห้ามเลือดด้วยผ้าพันคอเพราะตอนนั้นทั้งตัวไม่มีอุปกรณ์อะไรติดตัวเลยมีแต่ stethtoscope (หูฟัง) ไม่มีสายรัดห้ามเลือด ไม่มีผ้าพันแผล สมัยเป็นนพท.ปี 6 ผมเคยเรียนวิชาเวชปฎิบัติการยุทธ (ปฎิบัติการเพชราวุธ)ผมรู้ว่าสถานการณ์แบบนี้คือ Care under fireแต่ผมเพิ่งจะเข้าใจจริงๆว่าหัวใจของ care under fire คือเอาชีวิตตัวเองให้รอด แล้วเอาคนเจ็บออกจากบริเวณสังหาร(Killing zone) ให้เร็วที่สุด ลืมเรื่องการปฐมพยาบาล ลืมเรื่อง primary surveyหรือ ABCD ที่เคยเรียนไปได้เลย เพราะขณะช่วยเอาคนไข้ออก ก็มีทั้งระเบิด M79
ระเบิดขว้างลูกเกลี้ยง M26 เสียงปืน (ตอนหลังเพื่อนผู้หมวดบอกว่าเขามีทั้ง M16,AK47 และปืนพก) ขณะนั้นรถกู้ภัย รถพยาบาล จอดอยู่บริเวณหัวถนนตะนาวใกล้กับวงเวียนบางลำพู รถไม่กล้าขับเข้ามาเพราะยังมีระเบิดตกอยู่เรื่อยๆและมี
เสียงปืนดังอยู่ตลอดจากฝั่งผู้ชุมนุม ผมวิ่งไปเรียกตรงกลางทางให้รถพยาบาลเข้ามา(แต่ตอนนั้นก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าเป็นตัวเองก็คงไม่กล้าขับรถเข้ามาหรอก)ขอบคุณพี่ๆกู้ภัยหลายคนช่วงนั้นที่เสี่ยงตายวิ่งเข้ามาช่วยพวกเราลากผู้ป่วย
ตอนนั้นผู้ป่วยทั้งหมดถูกลำเลียงออกมารวมกันบริเวณเกาะกลางถนนตรงแยกบางลำพูผมช่วยกันลำเลียงผู้ป่วยออกมาได้ 2-3 คน ใส่รถกู้ภัยหลังจากนั้นพอจะกลับเข้าไปช่วย สิ่งที่เห็นก็คือฝ่ายตรงข้ามก็ยิงระเบิดไล่หลังมาเรื่อยๆจนเกือบถึงหัวถนนตะนาวตรงหัวมุมวัดบวรนิเวศฯทหารฝ่ายเราต้องเริ่มคว้าปืนมายิงคุ้มกันให้พวกที่ลำเลียงผู้ป่วยออกมาตรงฟุตบาท
2 ข้างของถนนตะนาวผมไม่สามารถเข้าไปในบริเวณถนนตะนาวได้อีกแล้วเพราะบริเวณนั้นกลายเป็นkilling zone ผมจึงต้องหลบอยู่หลังรถกู้ภัยตรงวงเวียนบางลำพู(พร้อมๆกับบอกให้พี่ๆกู้ภัยก้มหัวหมอบ ต้องเอาชีวิตตัวเองรอดก่อนไปช่วยคนอื่น)
จุดนั้นมีการปะทะอยู่นานประมาณ 15-20 นาทีฝ่ายอำนวยการของผมแจ้งให้ทราบในภายหลังว่านับระเบิด
M79 ได้เกือบ 15 ลูก ระเบิดขว้าง M26 อีก 2 ลูกรวมทั้งมีพลทหารคนหนึ่งซึ่งผมไปรับหลังจากกลับจาก
รพ. บอกผมว่า เขาเห็นแสง laser pointerสีเขียวคอยส่องอยู่แถวศีรษะของทหารแถวหน้าคาดว่าน่าจะมีคนซุ่มยิงมาจากบริเวณอาคารสูงบริเวณแยกคอกวัวแต่คงไม่พบเป้าหมายซึ่งคาดว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะแต่ละคนต่างกระจาย
ไม่รวมกัน และมี รปภ. คุ้มกันไม่มากนัก หลังจากนั้นเราได้ลำเลียงผู้ป่วยทั้งหมดขึ้นรถพยาบาลได้หมด ฝ่ายนั้นเริ่มยิงตอบโต้มากขึ้นผมเห็นไม่ปลอดภัยจึงขอให้รถกู้ภัย รวมทั้งรถจี๊ปพยาบาลไปหลบอยู่ในซอยบางลำภู
ฝ่ายนั้นก็ยังคงพยายามยิงระเบิดใส่ท้ายขบวนรถของเราที่จอดอยู่ถนนริมวัดบวรนิเวศฯซึ่งคาดว่าหากไม่มีทหารของเราที่คอยยิงคุ้มกันตอนลำเลียงผู้ป่วยและถอยกลับรถหลายคันคงถูกยิงระเบิด ทหารและประชาชนแถวนั้นคงตายอีกเป็นจำนวนมากต่อมาผู้บังคับหน่วยของเราจึงขอหน่วยเหนือในการถอนกำลังซึ่งกว่าจะเคลื่อนย้ายออกไปได้หมด ก็ต้องใช้เวลานานเพราะรถมีจำนวนมากและการจราจรแถวนั้นก็ถูกปิดกั้นบางส่วน แถมตอนเราถอนตัวฝ่ายตรงข้าม
ก็ยังพยายามยิงระเบิดใส่พวกเราอีกด้วยในช่วงก่อนถอนตัวผมจำได้ว่ามีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อแดง2 คน ขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดข้างๆรถจี๊ปพยาบาล แล้วพูดด้วยน้ำเสียงยั่วโมโหว่า”หน่วยพยาบาลคงไม่โดนอะไรหรอกมั้ง มีคนตายด้วย พวกพี่ยิงคนเหรอ”
ผมยอมรับว่าแม้ว่าปกติผมจะไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนแต่จากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาที่ประสบผมเลือดขึ้นหน้า อารมณ์ตอนนั้นคุกรุ่นเต็มที่ ผมพูดจริงๆผมอยากลงไปต่อยเด็กคนนั้น แต่ผมก็อดทนแล้วตอบกลับไปว่า
“แล้วทีพวกน้องยิงระเบิดใส่พวกพี่ล่ะ น้องยิงทั้งระเบิด น้องขว้างทั้งระเบิดแถมเอาอาวุธสงครามยิงใส่ทหาร ทหารแถวหน้าเค้ามีแต่โล่กับกระบองป้องกันตัวเองอะไรไม่ได้เลย เค้าก็มีครอบครัว มีลูกมีเมียแล้วนี่ที่ทหารยิงก็เพื่อคุ้มกันคนเจ็บกับตอนถอนตัว แล้วน้องจะให้ทหารเอาโล่กับกระบองไปไล่ตีไอ้พวกที่ยิงระเบิดใส่หรือไง น้องไสหัวไปเลยไสหัวไปหลบระวังลูกหลงจากระเบิดที่พวกน้องยิงมาด้วยแล้วกัน”
เด็กคนนั้นอึ้งไปแล้วก็ขี่รถมอเตอร์ไซด์ออกไป เราถอนตัวออกจากจุดตรงแยกคอกวัวเป็นหน่วยสุดท้ายกลับที่ร่วมพลเดิม ซึ่งก็หลงทางไปทางวังสวนจิตรลดาเนื่องจากเราไม่ใช่ทหารกรุงเทพจึงไม่รู้เส้นทาง คืนนั้นพอผมกลับมาได้
พบกับผู้พัน พบกับผู้กองและเพื่อนผู้หมวด จึงได้รู้ว่าในขณะที่หน่วยของผมถอนตัวออกมาทางถนนตะนาว มีอีกกองร้อยที่ต้องถอยร่นออกมาทางถนนข้าวสารโดยมีผู้บังคับกองพันอีก 2 คน
และรองผู้บังคับกองพันอีกคนผู้พันคนหนึ่งถูกยิงจากฝั่งตรงข้ามเข้าที่สีข้างเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามกราดยิงปืนซึ่งคาดว่าเป็น M16 เพื่อนผมบังผู้พันของเขาอยู่แต่กระสุนเฉี่ยวข้างตัวไปถูกผู้พัน แต่ที่น่าเศร้าคือมีนายสิบของต่างหน่วยอีกคนถูกยิงทะลุหมวกเหล็ก เสียชีวิตคาที่ นายสิบที่เป็น รปภ.หลายคนก็ถูกยิงเข้าที่ขาโชคดีมากๆและต้องขอขอบคุณเจ้าของผับแห่งหนึ่งที่ถนนข้าวสารที่เปิดร้านนำคนเจ็บเข้ามา ให้เด็กในร้านช่วยปฐมพยาบาล ทำแผล ห้ามเลือด
ปิดประตูหน้าร้านและติดต่อตำรวจและรถกู้ภัยให้มารับที่หลังร้านซึ่งทะลุออกทางถนนอีกเส้นหนึ่งมีทหารประมาณ 1 กองร้อยที่ไม่สามารถออกมาขึ้นรถได้เพราะหลงเข้าไปในถนนข้าวสารและถูกปิดทางด้านถนนตะนาวไว้ ก็ต้องวิ่งออกมาทางถนนสามเสนไปยังที่รวมพลซึ่งอยู่ห่างเกือบ 5 กม. แต่อย่างไรก็ตามทุกคนปลอดภัยดี
(ขณะนี้ผมได้ไปเยี่ยมทหารทุกคนที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ทุกคนปลอดภัยดี และออกจากICU ได้หมดแล้ว)  ในขณะที่เกิดเหตุการณ์โทรศัพท์มือถือของผมแบตหมดพอกลับมาชาร์ทแบต ก็พบว่ามีหลายคนโทรเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนของผมที่ วพม.
ผมโทรกลับไปจึงทราบว่ามีนายทหารหลายคนถูกระเบิด หนึ่งในนั้น arrest (เสียชีวิต)ก่อนมา รพ. ต่อมา CPR (ปั๊มหัวใจ) ขึ้น และต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองด่วนซึ่งนายทหารคนนั้นเป็นเพื่อนกับอาจารย์ที่พระมงกุฎของผมแต่อาจารย์จำผิดคนคิดว่าเป็นผู้บังคับกองพันของผมจึงรีบโทรหาผม
แต่มือถือผมแบตหมด จึงให้เพื่อนติดต่อ ในภายหลังจึงทราบว่าคือ พี่เปา(พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม) ซึ่งอยู่รุ่นเดียวกับผู้พันของผม คืนนั้นผมกินข้าวไม่ลงกว่าจะนอนตาหลับได้ก็เกือบตี 3 ซึ่งภายหลังอาจารย์ก็โทรมาบอกว่า พี่เปาเสียแล้ว
ให้บอกผู้พันผมด้วย ผมหลับไปกลางพื้นโรงเก็บรถที่ที่รวมพล ตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงผมไม่ฝันร้าย แต่ผมอยากให้เรื่องที่ผมจำได้มันเป็นแค่ความฝัน
วันรุ่งขึ้นผมได้ไป รพ.พระมงกุฎ เพื่อติดตามผู้ป่วยและประสานงานกับอาจารย์ที่รพ.พระมงกุฎ วันนั้นเองผมได้ทราบว่ามีทหารของผมเกือบ 10คนที่บาดเจ็บตอนปะทะช่วงแรกและที่ถูกสะเก็ดระเบิด บาดเจ็บเล็กน้อย ที่ส่งไป
รพ.วชิรพยาบาล จ่าคนหนึ่งติดต่อมาว่าเขาติดอยู่ที่วชิรพยาบาลแต่มีเสื้อแดงมาปิดล้อม ทหารบางคนที่บาดเจ็บไม่มาก ทาง ERให้คัดแยกอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน พอผู้ชุมนุมเสื้อแดงมาส่งคนป่วยของเขาที่เจ็บก็มาไล่กระทืบทหารของผมที่นอนอยู่ ทหารต้องหนีตาย บางคนต้องปีนดาดฟ้าหนีแต่ขอขอบคุณพี่ๆน้องๆหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ รพ.วชิรพยาบาล
ที่ช่วยกันพาทหารไปหลบที่บริเวณที่ปลอดภัยหลัง รพ. หาชุดไปรเวทให้ใส่และให้พักอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยไปก่อน ทหารบางคนเล็ดลอดออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยที่เอาเสื้อเครื่องแบบใส่ทับให้ขึ้นรถกู้ภัย
เอาวิทยุกับอุปกรณ์ออกมาใส่กระเป๋า EMS แล้วมาส่งให้ที่รวมพลผมเห็นทหารหลายๆคนเจ็บ เห็นทหารที่เป็นลูกน้องเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเจ็บผมอาจจะโชคดีที่ไม่บาดเจ็บอะไร (แต่ตอนหลังมาคิดก็ยังคิดอยู่เลยว่ารอดมาได้ยังไงเนี่ย ^_^) แต่บาดแผลในจิตใจก็มีอยู่ในหัวใจทหารทุกๆคนผมน้ำตาซึมทุกวันที่ไปเยี่ยมลูกน้องที่เจ็บ ผมเห็นผู้การ รองผู้การ
ผู้พันของผมพยายามกลั้นน้ำตาทุกครั้งที่เห็นลูกน้องตัวเองเจ็บ) เฉพาะหน่วยของผมมีคนเจ็บที่ต้องนอน รพ. เกือบ 80 คน บาดเจ็บเล็กน้อยที่ไม่ได้นอน รพ. อีก 60กว่าคน ผมขอเถอะครับ … มีประชาชนบางคนถามผมว่าผมโกรธเสื้อแดงมั้ย
ผมแค้นเค้ามั้ย ผมตอบไปว่า แม้ผมจะรู้สึกโกรธ แต่ผมแยกแยะได้ผมเคยเจอผู้ชุมนุมทั้งที่ราบ 11 ที่ลาดหลุมแก้ว คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่จะมาชักปืนยิงใส่หรือโยนระเบิดใส่ เกือบทั้งหมดเป็นคนธรรมดาที่เค้ามาเรียกร้องในสิ่งที่เค้าต้องการ แต่เราอย่าตกเป็นเครื่องมือของคนบางคน(จะเป็นใครผมก็ไม่ทราบ แต่น่าจะคิดกันได้นะครับ)
อย่าให้ใครบางคนใช้ทั้งคนเสื้อแดงใช้ทหารเป็นเพียงหมากบนกระดาน ให้เราต่างฝ่ายต่างเจ็บต่างล้มตายเพื่อผมประโยชน์ของคนบางคน ประเทศเราจะล่มสลายอยู่แล้วนะครับเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประเทศชาติ
อย่าให้ใครแค่ไม่กี่คนมาทำลายประเทศไทยของเราเลย

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตก็ยังมีเรื่องดีๆขอบคุณพี่ๆน้องๆเพื่อนๆร่วมชาติทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือคนเจ็บโดยไม่แบ่งสีไม่แบ่งความคิด ผมซาบซึ้งในน้ำใจของทุกๆท่านมากหากไม่มีพวกท่าน ผมคงไม่สามารถพาคนเจ็บออกมาได้ขนาดนี้ดีไม่ดีผมอาจจะโดนไปด้วยก็ได้เหนือสิ่งอื่นใด ตลอดระยะเวลาที่เรียนในวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าผมรับรู้รับทราบมาโดยตลอดถึงภารกิจของแพทย์ทหารถึงตอนนี้อารมณ์ของผมจะตกอยู่ในความเศร้า
ตกอยู่ในความหดหู่ แต่ผมก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของแพทย์ทหารที่ได้ทำหน้าที่เป็นวีรบุรุษในแนวหน้า (Heroes in the front line)อย่างที่ทหารขนานนามเหล่าแพทย์ของเรา ถึงแม้ว่า”การเป็นแพทย์ทหารนั้นมันเหนื่อย”
แต่มันก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ทหารของชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน ได้เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ภาพที่ได้ประสบมา ผมคงจดจำไปจนวันตาย
(เพราะตอนนี้มันติดตาแล้วครับ ลืมไม่ลง) ขอให้พระบารมีของพระองค์ท่านคุ้มครองเพื่อนทหารและประชาชนทุกคนให้ปลอดภัย และคุ้มครองให้ประเทศชาติของเราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

ท้ายที่สุด … ขอคารวะหัวใจของพี่น้องผองเพื่อนทหารจากใจจริง

แพทย์ทหาร

We___________g S__________k

(ผมขออนุญาตไม่เปิดเผยนามท่าน เพราะไม่ได้ขออนุญาตท่านก่อนนำมาเผยแพร่)
หลังจากที่ผมได้นำบันทึกของคุณหมอท่านนี้มาให้ท่านอ่าน มีอีกท่านกรุณาสรุปรายละเอียดนายทหารที่ได้รับบาดเจ็บในวันนั้นมาให้ด้วย ผมเลยขออนุญาตนำมาลงต่อให้ท่านได้ทราบไปด้วย เชิญอ่านได้เลยครับ
เหตุการณ์คืนวันเสาร์ นอกจากผู้พันเปาที่เสียชีวิตแล้ว ยังมีนายทหารคนสำคัญซึ่งคุมกำลังพล บาดเจ็บสาหัสอีก และมีส่วนสำคัญในการรักษาความสงบในเมษาปีที่แล้วอีกด้วย ซึ่งน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่ามีการชี้เป้าให้เกิดการฆ่านายทหารเหล่านี้หรือไม่ เพราเสื้อแดงก็เคยพูดมาตลอดว่า จะแก้แค้นและจะไล่ฆ่านายทหารเดือนเมษาปีที่แล้ว

1.พล.ต.วลิต ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร 2 รอ.) ได้บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 ส่งผลให้ขาหัก 3 ท่อน อาการสาหัส

ภูมิหลัง ท่านแม่ทัพท่านนี้ เป็นอีกหนึ่งใน “บูรพาพยัคฆ์” ขวากหนามของทักษิณและเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้พันร่มเกล้า ถ้าจำได้ท่านเคยนำกำลังพลกว่า 1500 นายปฏิญาณรักษาราชบัลลังและไม่เอาเสื้อแดงมาแล้ว มีส่วนสำคัญในการดูแลรักษาความสงบในเมษาปีที่แล้วเช่นกัน และที่สำคัญท่านคือนายทหารคุมกำลังคนสำคัญที่เป็นปฏิปักกับทักษิณและเสื้อ แดง โดยเคยพูดไว้ว่า”อยากพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าอย่าได้คิดที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไปกว่านี้เลย ถ้าเกิดอะไรขึ้นกองทัพก็พร้อมที่จะเข้ามาจัดระเบียบบ้านเมืองในวิถีของทหาร “

2.พ.อ. เกรียงศักดิ์ นันทโพธิเดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 พัน 2) ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่สมองซีกขวา จนทำให้ต้องมีการผ่าตัดเปิดสมอง อาการสาหัสมากเช่นกัน

ภูมิหลัง ท่านเป็นหนึ่งในนายทหารราชองครักษ์ เป็นอีกคนที่ออกมาปฏิญาณจะรักษาราชบัลลังก์ และประกาศตัวไม่เอาเสื้อแดงและทักษิณ ท่านเคยแจ้งความดำเนินคดีกับ นายสมคิด บาลไธสง ส.ส. จ.หนองคาย พรรคเพื่อไทย และ นางอรุณี ชำนาญยา ส.ส.จ.พะเยา พรรคเพื่อไทย ในข้อหาร่วมกันหมิ่นโดยการโฆษณา หลัง ส.ส. ทั้ง 2 คนได้อภิปรายร่วม 2 สภา เพื่อหาทางออกหลังมีการสลายม็อบเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีการอภิปรายเหตุการณ์ทหารทำร้ายร่างกายหญิงใส่เสื้อแดง และระบุชื่อนายทหารที่ทำร้ายว่าเป็น พ.ท.เกรียงศักดิ์(ยศขณะนั้น) ถ้าใครจำได้ ท่านคือคนที่ถูกกล่าวหาว่าจิกผมสาวเสื้อแดง 2 คนมาตบจำได้ไหมครับ เป็นนายทหารที่คนเสื้อแดงหมายหัวมาก และเรียกว่าตามล่าตัวก็ว่าได้ เพราะมีการฟอเวิร์ดเมล และเผยแพร่รูปของผู้พัน ชนิดที่ว่าถ้าเสื้อแดงเจอก็จำผู้พันได้ และเป็นนายทหารคนหนึ่งที่ ไม่ลงรอยกับ สสเพื่อไทยมาตลอด เป็นอีกหนึ่งนายทหารคุมกำลังพลคนสำคัญที่เป็นความหวังในอนาคตของกองทัพและ ประเทศ ที่จะค้ำจุนราชบัลลัง

3.พ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ (ม.พัน 3 รอ.) โดนสะเก็ดระเบิดส่งผลให้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้างเกือลขาด บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

ภูมิหลัง ท่านเป็นอีกคนเช่นกันที่ออกมาปฏืญาณจะรักษาราชบัลลังและไม่เอาทักษิณกับ เสื้อแดง เป็นศัตรูของเสธแดงคนหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเคยประกาศห้ามเสธแดงคนนี้เข้า มพัน 3 รอ เป็นหนึ่งในทหารราชองครัก ถวายอารักขาพระบรมวงศานุวงบ่อยครั้ง ท่านเคยปะทะคารมกับเสื้อแดงที่วัดบวร เป็นที่ไม่พอใจของคนเสื้อแดงมาก เพราะเวลาเสื้อแดงพูดหยาบและเสียงดัง ท่านเองมักจะพูดดีๆ ยิ้มแย้มกลับไม่ชวนทะเลาะด้วย ใช้เหตุผลจนเสื้อแดงเถียงไม่ออกมาหลายครั้ง เพราะกองพันของท่านปฏิบัติการเผชิญหน้ากับเสื้อแดงมาตลอดตั้งแต่วันที่ 12 นู้น จนถึงวันนี้

นายทหารทั้ง 4 ท่าน รวมผู้พันร่มเกล้าที่เสียชีวิตและทั้ง 3 ท่านที่บาดเจ็บสาหัส ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ เมษาปีที่แล้ว และปีนี้กำลังพลของท่านทั้ง 4 คน ปฏิบัติหน้าที่อย่างยาวนานตั้งแต่วันที่ 12 อยู่ส่วนหน้าโดยไม่เคยบ่นไม่เคยย่อท้อ แม้ไม่เคยได้พัก และมีข้อสังเกตอยู่ก็คือ

1. นายทหารทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นนายทหารที่ออกมาประกาศตัวไม่เอาทักษิณและยืนข้างสถาบันมาโดยตลอด ที่สำคัญเป็นทั้ง 4 นายทหารที่ถูกคนเสื้อแดงกาหัวอาฆาตมาโดยตลอด เรียกว่าแจกรูปกันเลยเพื่อชี้เป้า

2.นายทหารทั้งหมด คือนายทหารสำคัญที่คุมกำลังพลของบูรพาพยัค ดูแลความสงบเรียบร้อยและรักษาพระนครโดยตรง ซึ่งถ้าจะมีแตงโมเข้าข้างทักกี้ลุกมาปฏิวัติร่วมกับเสื้อแดง เรียกได้ว่าก็ต้องข้ามศพนายทหารคุมกำลังเหล่านี้

3.นายทหารเหล่านี้ นั้น ถ้าเกิดว่ารัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกเพื่อจัดการเสื้อแดง หรือจะมีกำลังพลส่วนไหนที่รัฐบาลไว้ใจและประเทศชาติฝากความหวังไว้ได้ นั้นก็คือ พวกท่านเหล่านี้

ข้อสังเกตเหล่านี้ ผมได้รวบรวมจากเวบต่างๆ จากการนำชื่อของทุกท่านไปหาข้อมูลต่อ เพื่อนำมาเผยแพร่เพราะว่าไม่เห็นมีเวบ หรือข่าวสำนักไหนนำเรื่องนี้ออกมาพูด จริงๆแล้วมีนายทหารคุมกำลังพลที่ยืนเคียงข้างราชบัลลัง อีกหลายคน ซึ่งคุมกำลังพล และเป็นก้างขวางคอพวกเสื้อแดงและทักกี้อีก ซึ่งมีการนำรูปของนายทหารเหล่านั้นไปโพสและฟอเวิร์ดไปในหมู่คนเสื้อแดง เพื่อตามล่าและชี้เป้า หากไปชุมนุมกันที่ไหนแล้วเจอนายทหารเหล่านั้น ซึ่งเราก็ได้เห็นแล้วในคืนวันเสา เมื่อเขาพบนายทหารเหล่านี้อยู่ และเป็นเวลากลางคืน รวมทั้งยังไม่มีอาวุธอีก มีแต่โล่กลับต้องไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนเสื้อแดงที่จ้องเอาชีวิตพวกท่าน สุดท้ายทุกท่านและลูกน้องเลยถูกรั่วยิง ร่วงดังใบไม้ ผู้พันร่มเกล้าเสียชีวิตและ อีก 3 คนบาดเจ็บสาหัส

พี่น้องครับ บัดนี้เหล่านายทหารที่เราประชาชนและประเทศชาติจะฝากความหวังไว้ได้ ถูกเสื้อแดงมันตัดกำลังและจัดการ แบบนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ยุบสภาหรือชนะรัฐบาลอีกแล้วนะครับ นี้มันต้องการปฏิวัติล้มระบอบชัดๆ มันเป็นกบฏแล้วและไม่ใช่ผู้ชุมนุมอีกต่อไป รัฐบาลเองไม่น่าปล่อยให้นายทหารดีๆ ที่จงรักภักดี และค้ำจุนประเทศชาติ ต้องออกไปรบด้วยโล่ โดนกบฏเสื้อแดงมันยิงเอาๆ ผมเองยิ่งรู้ประวัติของนายทหารเหล่านี้แล้วยิ่งน้ำตาไหล ผมคิดว่าแผนของพวกกบฏเสื้อแดงก็คือการกำจัดนายทหารคุมกำลังที่จงรักภักดีไป ทีละคน เพื่อพวกมันจะได้ปฏิบัติการยึดประเทศได้สะดวก คราวนี้ต่อให้รัฐบาลคิดอยากจะปราบหรือสลายกบฏเหล่านี้มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะอะไร ก็เพราะว่านายทหารที่ยังสามารถสั่งและพร้อมจะรักษาราชบัลลังที่เป็นฝ่ายคุม กำลังไม่มีไงครับ มีแต่แตงโมเต็มไปหมด พอถึงตอนนั้นสุดท้าย มันไม่ใช่แค่รัฐบาลแพ้หรอกครับ ยุบสภาก็จะไม่มีสภาให้ยุบด้วยซ้ำ เพราะเราจะมีคณะปฏิวัติประชาชนร่วมกับทหารโดยมีแกนนำเสื้อแดงกับทหารแตงโมใน เงามืดประกาศชัยชนะ ล้มรัฐธรรมนูญ ล้มระบอบไปแล้ว

สุดท้าย ผมอยากฝากบทเพลงของพันโทณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ซึ่งเป็นพ่อของพ.อ.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิเดช ซึ่งผมได้กล่าวไว้ข้างต้น

จากยอดดอย แดนไกลใครจะเห็น
ยากลำเค็ญ เพียงใดใจยังมั่น
จะปกป้อง ผองภัยชั่วนิรันดร์
สิ้นชีวัน ก็ยังห่วงหวงแผ่นดิน
ด้วยหน้าที่ ชีวิตรับผิดชอบ
คือคำตอบ ที่รบอยู่มิรู้สิ้น
ความภูมิใจ ลึกล้ำด่ำอาจิณ
รักแผ่นดิน รักเกียรติศักดิ์นักรบไทย
คิดถึงยอด หฤทัยใจจะขาด
แต่ไม่อาจ ตัดใจทิ้งไปได้
ด้วยหน้าที่ ศรัทธาสาใจกาย
คงความหมาย เกินค่ากว่าชีวี
ส่งใจข้ามขอบฟ้า ห่วงหาเสมอ
หวังเพียงเธอ นึกถึงผู้อยู่ที่นี่
ขอให้รอ วันรุ่งของพรุ่งนี้
ฟ้าคงมี พรชัยให้กับเรา

เศร้าครับ
fann เด็กท่าช้าง
khunpoo

 

4 ความเห็น

  1. .. ขอให้กำลังใจทหารหาญของชาติ ทุกท่านครับ และขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสีย และได้รับบาจเจ็บทุกท่าน …ด้วยจิตคารวะ …

  2. จะขอเป็นข้าพระบาท รับใช้ พิทักษ์ พร้อมสละชีพเพื่อองค์พ่อหลวงตลอดไป จะไม่ยอมให้ใครหมายมุ่งร้ายแผ่นดินถิ่นที่รักนี้ จะเฝ้าตามสาปแช่งพวกคิดร้ายให้วอดวายทั้งโคตรทุกชาติไป

  3. ความจริงจะเปิดเผย คนไทยหลายคนต้องรับรู้ และเชิดชูทหารไทย

  4. here สุดๆ ไอพวกกบฏ


Comments RSS TrackBack Identifier URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s